หลักสูตรร่วมของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งและจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คำบรรยายของดร.ฮันส์ ชูมัคเคอร์ เอกอัครราชทูตเยอรมนี ประจำประเทศไทย ในหลักสูตรร่วมของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งและจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์

ท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ

เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งอันทรงเกียรติ และศาสตราจารย์ สุรัตน์ โหราชัยกุล จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเชิญให้ผมกล่าวบรรยายในครั้งนี้ ได้ย้ำเตือนผมว่า ผู้ฟังผมบรรยายอาจรวมทั้งสองสีซึ่งต่างฝ่ายก็แสดงจุดยืนทางการเมืองในประเทศ คือสีแดงกับสีเหลือง

ท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษครับ ผมไม่ได้กลัวแต่ประการใด

ต้องสารภาพอย่างเปิดใจว่าผมตาบอดสีมาโดยกำเนิด ไม่แน่ใจว่านี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผมได้รับเลือกให้เป็นผู้บรรยายหลักในวันนี้หรือไม่ ผมค่อนข้างกังขาเสมอ เวลาที่คนทะเลาะกันโดยต่างยึดสีธงที่แตกต่างกันของฝ่ายตน เมื่อคุณมองกลับไปในประวัติศาสตร์ ก็จะเห็นว่ามีไม่กี่สีที่รอดพ้น ในท้ายที่สุดก็ต้องประสบกับความทุกข์ยากและเจ็บปวด ดังเช่น สีแดงกับสีขาวในสงครามกลางเมืองของประเทศฟินแลนด์และในการปฏิวัติของประเทศรัสเซีย สีดำ-เหลืองและสีแดงเป็นสีของฝ่ายประชาธิปไตยของเยอรมันที่สู้กับสีขาว-แดงและดำของจักรวรรดิ สีเขียวเป็นสีที่น่าระแวงเมื่อผู้ก่อการร้ายนำไปใช้สื่อแทนสงครามศาสนา เมื่อผมค้นคำว่า “blue” ในกูเกิ้ล ผมได้ทราบว่าคำว่า “blue” หรือสีน้ำเงินนั้น มีรากศัพท์ภาษาละตินเหมือนกับคำว่า “yellow” หรือสีเหลือง ผมจึงยอมแพ้กับความรู้เรื่อง “Farbenlehre” (ทฤษฏีสี) ที่ตัวเองมี ในโลกใหม่ที่เป็นโกลาภิวัฒน์ ความจริงสิ่งที่ให้คุณประโยชน์ไม่ใช่สี แต่เป็นความซื่อสัตย์ ความแข็งแรง และวิสัยทัศน์สำหรับความเป็นอยู่ที่ดีร่วมกัน

แต่โปรดระวังว่า ไม่ใช่ “ฝรั่ง” ที่จะสอนคุณเรื่องศีลธรรมหรือจริยธรรม เพราะในเรื่องนั้นเราชาวเยอรมันน่าจะถอยไปอยู่ข้างหลังอีกสองแถว เรามีประวัติศาสตร์ที่ยากลำบากของเราเอง

หนังสือพิมพ์ “เดอะเนชั่น” ที่เป็นหนังสือพิมพ์ฉบับภาษาอังกฤษของชาวกรุงเทพฯ เพิ่งตีพิมพ์ความเห็นจากฝรั่งคนหนึ่งที่ฉลาดมาก คือคุณ สตีเฟ่น บี. ยัง ที่เริ่มด้วยคำเตือนว่า “ให้ระวังฝรั่งที่ให้คำแนะนำที่ดี” เขาบอกต่อว่า “แม้แต่ฝรั่งที่มีเจตนาดีที่สุดก็อาจไม่อยู่เก็บชิ้นส่วนต่างๆ ถ้าสิ่งทั้งหลายมันพัง” เขาย้ำว่าหลักการ 10 ข้อสำหรับชี้นำการปฏิบัติของจริยวัตรและทศพิธราชธรรม ซึ่งนำมาจากคำสอนของเถรวาทในเรื่องทางสายกลางนั้นสามารถใช้ได้ดีในศตวรรษที่ 21 นักการเมือง หุ้นส่วนทางการเมือง หรือมแต่โครงการต่างๆ ของรัฐ ควรพิจารณาความดีหรือความเลวโดยเทียบกับ “ทศพิธราชธรรม”

แต่ท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษครับ

มีสะพานข้ามอุปสรรคหนึ่งที่เป็นเหตุผลให้ผมได้มาพูดที่นี่ ในประเทศไทย เกี่ยวกับเยอรมันในฐานะที่เป็น “ประสบการณ์แนวปฏิบัติที่ดีที่สุด” หรือที่ดียิ่งกว่า คือเป็นตัวอย่างสำหรับประเทศที่ได้เรียนรู้บทเรียนจากประวัติศาสตร์ของตนเอง สะพานข้ามอุปสรรคนี้คือบริบทของโลกาภิวัฒน์ ซึ่งเปลี่ยนแปลงโลกในศตวรรษนี้ โลกาภิวัฒน์หมายถึงการกระทำของคนที่มีผลต่อชีวิตของผู้อื่นที่อาศัยอยู่ห่างไกลได้ในทันที โลกาภิวัฒน์เปิดโอกาสที่ดีมากมาย แต่ในปัจจุบันคุณประโยชน์ต่างๆ ก็ไม่กระจายไปอย่างทั่วถึงเท่าใดนัก ทั้งที่ต้นทุนนั้นเป็นภาระที่ทั้งโลกแบกรับ! นายโคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการองค์การสหประชาชาติที่มีความสามารถเป็นพิเศษได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ในรายงานมิลเลนเนียม รีพอร์ต ว่า “เรา ประชาชน ปัญหาร่วมกันที่เราประสบในปัจจุบันคือ ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าโลกาภิวัตน์กลายเป็นพลังในแง่บวกของคนในโลก ไม่ใช่ปล่อยให้คนหลายพันล้านถูกทิ้งอยู่ข้างหลัง... อำนาจทางการตลาดแต่อย่างเดียวไม่อาจทำให้สำเร็จได้ จำเป็นต้องมีการทุ่มเทอย่างกว้างขวางในการสร้างอนาคตร่วมกัน โดยอาศัยมนุษยธรรมที่มีร่วมกันของเราในทุกความแตกต่างหลากหลาย”

กล่าวแบบธรรมดาได้ว่า เราทุกคนอยู่ในเรือลำเดียวกัน! ปัญหาจำนวนมากที่เราเผชิญในปัจจุบันอยู่เหนือภาวะที่จะแก้ไขได้โดยลำพัง ในระดับประเทศ เราต้องบริหารบ้านเมืองให้ดียิ่งขึ้น ในระดับระหว่างประเทศ เราต้องบริหารร่วมกันให้ดียิ่งขึ้น และเพื่อวัตถุประสงค์นี้ จึงจำเป็นต้องปรับสถาบันต่างๆ ระหว่างประเทศ ให้สามารถบริหารงานร่วมกันได้ และรับความเป็นจริงของยุคใหม่

สิ่งนี้นำผมสู่หัวข้อในวันนี้ เยอรมันที่รวมเป็นหนึ่งในโลกโลกาภิวัตน์และเป็นหุ้นส่วนกับประเทศไทย

หลายคนรู้จักเยอรมัน เคยไปพักผ่อนส่วนตัวที่นั่น หรือพบกับคู่ธุรกิจชาวเยอรมันในการเดินทางสำหรับธุรกิจอย่างเป็นทางการ

(ดูรูปภาพ สำนักนายกรัฐมนตรี กรุงเบอร์ลิน)

ในปี 2009/2010 เราเฉลิมฉลองวันครบรอบที่สำคัญหลายอย่าง ได้แก่

  • วันครบรอบปีที่ 60 ของรัฐธรรมนูญเยอรมัน ซึ่งเรียกว่ากฎหมายพื้นฐาน

  • ปีที่ 20 ของการทำลายกำแพงเบอร์ลินในปลายเดือนพฤศจิกายน

  • ตลอดปี 2010 เป็นปีที่ 20 ของการรวมเยอรมัน

เราไม่ได้ถือว่าวันครบรอบเป็นของตาย เพราะต้องผ่านเวลาและประวัติศาสต์ที่เจ็บปวดกว่าจะถึงจุดนี้

ประเทศเยอรมันก่อตั้งในปี ค.ศ. 1871 หลังสงครามนองเลือดกับเพื่อนบ้าน ได้แก่ เดนมาร์ค ฝรั่งเศส และออสเตรีย

(ภาพ แวร์ซายส์)

เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ในยุโรป เราปล่อยให้ความรู้สึกรักชาติเป็นเชื้อเพลิงของสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่รุกทำลายทวีปยุโรป เมื่อสิ้นสุดสงครามนี้ เรามีปัญหาสงครามกลางเมืองที่แบ่งขั้วร้าวลึกในสังคม มีการแบ่งฝ่ายระหว่างผู้นิยมระบอบราชาธิปไตยกับนักประชาธิปไตย ระหว่าง “พวกนิยมฝ่ายซ้าย” กับ “พวกนิยมฝ่ายขวา” การแบ่งข้างนี้เป็นปัญหาที่เราไม่สามารถแก้ไขได้ในเวลานั้น ก่อให้เกิดอสุรกายนาซี ซึ่งก่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ลงมือฆ่าล้างเผ่าพันธุ์สะเทือนขวัญ ทำให้ยุโรปย่อยยับ และอีกครั้ง ที่เหลือจากสงครามคือประเทศที่มีการแบ่งฝ่าย คราวนี้ระหว่างเยอรมันตะวันออกที่เป็นคอมมิวนิสต์กับเยอรมันตะวันตกที่เป็นประชาธิปไตย ความแตกร้าวลึกนี้แบ่งแยกเยอรมัน ยุโรปและโลก ในสงครามเย็น 41 ปี

(รูปภาพ เมืองโคโลญจน์ ในปี 1945)

วันที่ 9 พฤษภาคม 1945 วันสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นวัน “ศูนย์กลางการระเบิดบนพื้นดิน” ของประเทศอย่างแท้จริง

นาซีเยอรมันยอมจำนนโดยไร้เงื่อนไขในเดือนพฤษภาคม 1945 สิบสองปีแห่งรัฐบาลนาซีที่ปกครองแบบเผด็จการทำให้ยุโรปถลำสู่นรก นำไปสู่การคลั่งเชื้อชาติและอาชญากรรมน่ากลัว รวมทั้งทำให้ชีวิตเกือบ 60 ล้านคนต้องอยู่ในสงครามและค่ายสังหาร ชาติพันธมิตรที่เป็นผู้ชนะสงคราม แย่งเยอรมันออกเป็นสี่โซน ชาติอำนาจตะวันตกสนับสนุนการพัฒนาของระบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ในขณะที่สหภาพโซเวียตเปิดประตูให้ระบบสังคมนิยมในตะวันออก สงครามเริ่มต้น

(ภาพ การสร้างกำแพง)

สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันก่อตั้งในตะวันตกด้วยการประกาศใช้กฎหมายพื้นฐาน สาธารณรัฐประชาธิปไตยเยอรมัน (GDR) ก่อตั้งใน “โซนตะวันออก” ในวันที่ 7 ตุลาคม 1949 เยอรมันจึงถูกแบ่งเป็นตะวันออกและตะวันตก

ขณะที่หลังจากเหตุประท้วงนองเลือดกับผู้อาศัยชาวโซเวียตในปี 1953 เยอรมันตะวันออกได้เปลี่ยนเป็นระบบสังคมนิยมแบบพรรคเดียว สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันหรือเยอรมันตะวันตกได้ใช้อีกเส้นทาง นำเราให้ปรากฏเหมือนนกฟินิกซ์ที่ฟื้นคืนชีพจากขี้เถ้า ทำให้เยอรมันในปัจจุบันมีเป็นประเทศที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจมากที่สุดในยุโรป และเป็นเสาหลักด้านการเมืองที่แข็งแกร่งที่สุดในการรวมสหภาพยุโรปที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

เมื่อมองย้อนหลัง ผมเห็นทางแยกสามแห่งที่นำไปสู่ทิศทางที่ถูกต้อง ซึ่งเราได้รับการนำทางจากนักการเมืองที่ฉลาดและการสนับสนุนอย่างแข็งขันจากสหรัฐอเมริกา

  • การสมานฉันท์ (Reconciliation)

  • ความรับผิดชอบ (Responsibility)

  • และหลักนิติรัฐในสภาพแวดล้อมระบอบประชาธิปไตย (Rule of Law)

แม้จะมีความเป็นมาของประวัติศาสตร์ประเทศตัวเองเช่นนี้ (ซึ่งทำให้สีเหลืองกับสีแดงที่สู้ในประเทศไทย ดูเหมือนนัดแข่งฟุตบอลที่ใช้กำลังรุนแรงต่อคู่แข่งขัน) แต่ผมก็เจียมตนพอว่าไม่ได้มายืนอยู่ตรงนี้เพื่อสอนคุณ ไม่ได้มาบอกว่าสิ่งใดควรทำหรือไม่ควรทำเพื่อรักษาความแตกร้าวในสังคมของคุณ

การสมานฉันท์ต้องทำด้วยความพยายามโดยบริสุทธิ์ใจจากในชุมชน และไม่อาจบรรลุได้ด้วยการแทรกแซงจากบุคคลภายนอก เป็นเรื่องยากสำหรับประเทศและสังคม ที่จะยอมรับสิ่งเลวร้ายที่ได้ทำไปแล้ว ยากที่จะยอมรับความร้าวฉาน และเข้าใจสิ่งเลวร้ายดังกล่าว แน่นอนที่สุดว่าเป็นประสบการณ์ที่เจ็บปวดสำหรับชาวเยอรมัน ไม่มีวิธีแก้ปัญหาตามสั่งที่จะทำไปใช้ แต่ละประเทศ แต่ละสังคม แต่ละรัฐบาลต้องกำหนดหนทางของตัวเองออกจากความซบเซา และเชื่อผมเถิดว่า ไม่มีใครสามารถช่วยคุณได้ถ้าตัวคุณเองไม่ได้ต้องการเช่นนั้น!

การสมานฉันท์หลังสงครามในเยอรมันเป็นกระบวนการภายในและภายนอd

การสมานฉันท์ภายในเคยเป็นและยังเป็นกระบวนการที่เจ็บปวดและขมขื่น คนที่ก่ออาชญากรรมในยุคนาซีถูกดำเนินคดี

(ภาพ ขั้นตอนในศาล)

กระบวนการนี้ยังไม่เสร็จสิ้น ในความเป็นจริงแล้ว ถูกกระตุ้นอีกครั้งหลังการรวมตัวกันเมื่อ 20 ปีก่อน เมื่อมิติที่ครบถ้วนของรัฐเฝ้าระวังแบบสังคมนิยมเป็นที่เปิดเผย

(ภาพ การโจมตีศูนย์บริการรักษาความปลอดภัยของรัฐ ฟิล์ม “ชีวิตผู้อื่น”)

เวลาไม่ได้ช่วยรักษาบาดแผลได้ทั้งหมด คุณจะเห็นความจริงข้อนี้จากทุกแห่งในโลกที่มีการก่ออาชญากรรมกับมนุษยชาติ ได้แก่ ในบอสเนียจนถึงปี 1995 ในกัมพูชา ในรวันดา ในแอฟริกาใต้ ส่วนใหญ่ของประเทศต่างๆ เป็นจำนวนมากได้รับบทเรียนนี้และจับมือกันก่อตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศ

จนถึงปัจจุบันมี 110 ประเทศรับรองรัฐบัญญัตินี้ แต่ประเทศยังไม่ได้รับรอง

กระบวนการสมานฉันท์ภายในประเทศสำหรับการรวมประเทศเยอรมันระหว่างตะวันออกและตะวันตกยังคงดำเนินการต่อไป

แต่กระบวนการสมานฉันท์ภายนอกประเทศกับประเทศเพื่อนบ้านเริ่มในปี 1952 โดยกระบวนการนี้คือการเคลื่อนไหวเพื่อรวมประเทศในทวีปยุโรป เป็นเรื่องราวความสำเร็จด้านการเมืองที่แท้จริงของช่วงเวลาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

(ภาพ การลงนาม EGKS)

เริ่มจากความคิดที่จะรวมกลุ่มหรือบูรณาการการผลิตถ่านหินและเหล็กของประเทศฝรั่งเศสและเยอรมัน และจัดตั้งหน่วยงานที่มีอำนาจสูงข้ามประเทศร่วมกัน ทางเลือกนี้เป็นเรื่องการเมือง เนื่องจากวัตถุดิบทั้งสองชนิดนี้เป็นพื้นฐานของอุตสาหกรรมและอำนาจของทั้งสองประเทศ วัตถุประสงค์สำคัญคือขับไล่ความหวาดกลัวสงครามและเปิดทางให้กับการรวมประเทศในยุโรป

ท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษครับ นี่คือความสำเร็จที่แท้จริงของการรวมประเทศในยุโรป เพราะสงครามระหว่างประเทศสมาชิกไม่เพียงแต่ไม่สามารถจินตนาการได้ แต่ยังไม่อาจเกิดขึ้นได้ด้วย เมื่อมีการบูรณาการโครงสร้างกำลังทหารประจำชาติ

(ภาพ หน่วยกำลังเยอรมัน-ฝรั่งเศส)

มากกว่าร้อยละ 70 ของการค้าต่างประเทศของสมาชิกสหภาพยุโรปเป็นการค้าระหว่างประเทศในยุโรป เศรษฐกิจในประเทศถึงจุดที่เป็นการรวมแบบปิด ซึ่งการพลิกกลับอาจหมายถึงการทำลาย พูดได้ว่าเป็นจุดที่ไม่อาจหันหลังกับได้ ผมจะปล่อยให้คุณไตร่ตรองเพื่อตัดสินว่าอาเซียนได้คืบหน้าสู่ถนนแห่งการบูรณาการได้มากเพียงใดแล้ว

ผมขอกล่าวโดยสรุปถึง “R” ตัวที่สอง นั่นคือ ความรับผิดชอบ ก่อนที่ผมจะอธิบายเพิ่มอีกเล็กน้อยเกี่ยวกับระบบการเมืองของประเทศเยอรมัน

รัฐบาล รัฐ ประชาชนพยายามหาข้อแก้ตัวสำหรับสิ่งที่ทำผิดพลาดไปในอดีต ข้ออ้างที่นิยมเอ่ยมากที่สุดในอดีตของเยอรมัน สำหรับนาซี ลูกน้องของนาซี รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของเยอรมันตะวันออกและทหารของเยอรมันตะวันตกที่สังหารคนในประเทศตัวเองบนกำแพง คือ “เราทำตามคำสั่ง” เมื่อคุณดูประวัติศาสตร์ที่ควบคุมและขัดแย้งของเยอรมัน สิ่งหนึ่งที่กำหนดจุดเวลาได้ดีคือ ทางแยกเมื่อปัญหาจากวิกฤติหนึ่งไปอีกวิกฤติหนึ่ง จากสงครามหนึ่งไปอีกสงครามหนึ่ง ความแตกร้าวในการแบ่งแยกเริ่มปิด คือเมื่อหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลเยอรมันยืนขึ้นอย่างอิดออด และไม่ทำตามความกระตือรือร้นที่ยิ่งใหญ่จากสังคมที่แน่วแน่ ซึ่งไม่ชอบให้พูดถึงอดีต และว่า เราต้องเผชิญหน้ากับความรับผิดชอบของของเรา ต่ออิสราเอล ชุมชนชาวยิว ประเทศเพื่อนบ้านได้แก่ โปแลนด์และฝรั่งเศส ต่อประเทศต่างๆ ที่เราทำลายล้าง โดยเฉพาะสหภาพโซเวียต

(ภาพ การลงนามในข้อตกลงกับอิสราเอล)

ผมจำคำขออภัยที่สังเกตได้ดีในช่วงที่ผ่านมาไม่นานในประเทศไทย คำขออภัยที่นายกรัฐมนตรี สุรยุทธ์ จุลานนท์ กล่าวไว้เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2006 สำหรับเหตุการณ์ตากใบ ผมค่อนข้างประทับใจกับวิสัยทัศน์และการมองการณ์ไกล รู้เป็นอย่างดีมากว่าการเคลื่อนไหวของท่านไม่เป็นที่ยมในประเทศไทย ผมไม่ได้จะไปมากกว่านี้โดยใช้คำแนะนำวิธีการที่ควรใช้เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งนี้ และได้แต่หวังว่าจะยังเป็นแบบนั้นต่อไป คือมีความขัดแย้งภายในประเทศโดยไม่มีความหมายแฝงระหว่างประเทศในปัจจุบัน ผมถูกโน้มน้าวให้เข้าใจว่าความขัดแย้งนี้ไม่มีวันแก้ปัญหาด้วยการแสดงแสนยานุภาพทางทหารและอำนาจ เป็นกรณีในปัจจุบัน แต่ไม่ใช่โดยเจตนาของคำขออภัยที่นายกรัฐมนตรีชี้แจง เจตนาที่แสดงออกในการแนะนำให้คณะกรรมการสมานฉันท์แห่งชาติในเดือนมิถุนายน 2006

ท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรษ

ผมซึมซับเจตนาที่มีเรื่องค่อนข้างหนักใจบางอย่างได้อย่างชัดเจน

ผมยังคงมีส่วนสุดท้ายที่จะบอกจากทัศนคติของชาวเยอรมันคนหนึ่ง เกี่ยวกับนิติรัฐ ธรรมาภิบาล และสถาบันด้านประชาธิปไตย

เมื่อเวลานี้ผมต้องเอ่ยเรื่องนิติรัฐ ผมจำเป็นต้องเล่าเรื่องตลกหนึ่งเรื่องให้คุณผ่อนคลายสักเล็กน้อย

ศัลยแพทย์ สถาปนิกและทนายกำลังถกประเด็นร้อนเกี่ยวกับอาชีพที่เป็นอาชีพที่เก่าแก่ที่สุดจริง

ศัลยแพทย์บอกว่า “ศัลแพทย์เป็นอาชีพที่เก่าแก่ที่สุด พระเจ้าสร้างอีฟจากซี่โครงของอดัม และไม่มีทางหาอาชีพที่เก่าแก่กว่านี้”

สถาปนิกเอ่ยว่า “เดี๋ยวก่อน! ความจริง พระเจ้าเป็นสถาปนิกองค์แรกเมื่อพระองค์สร้างโลกโดยไร้ซึ่งความยุ่งเหยิงใน 7 วัน และคุณไม่สามารถย้อนกลับไปได้นานกว่านั้น!”

ทนายความสูดซิการ์แล้วว่า “ท่านสุภาพบุรุษ , ท่านสุภาพบุรุษ... แล้วคุณคิดว่าใครสร้างความยุ่งเหยิง??II”

แน่นอนว่ากฎหมายไม่ได้หมายถึงความยุ่งเหยิง

แต่เราทราบว่า นิติรัฐไม่ได้กล่าวถึงความเที่ยงธรรมของตัวกฎหมายเองแต่อย่างใด ประเทศที่ไม่ได้เป็นระบอบประชาธิปไตยมากอาจมี “นิติรัฐ” ได้ เป็นสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในหลายรัฐบาลสมัยใหม่ที่ปกครองแบบเผด็จการ

การปกครองที่ได้รับการรับรองอาศัยวิธีการที่บูรณาการ สร้างขึ้นจากความร่วมมือและความเชื่อมั่นระหว่างรัฐบาลกับประชาชน โปรดอนุญาตให้ผมบอกว่า เมื่อผมได้ยินคนไทยพูดถึงรัฐบาลกับนักการเมือง ไม่ได้มีความรู้สึก “เชื่อมั่น” อยู่ในนั้นเลย

นิติรัฐ ความรับผิดชอบต่อหน้าที่และความโปร่งใสเป็นการสื่อสารระหว่างกันเพื่อสร้างรัฐบาลที่ถูกกฎหมายและได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากประชาชนและประชาสังคมที่เข้มแข็ง เปิดกว้างและสามารถแสดงบทบาทในเชิงบวกต่อการเมืองและรัฐบาล

ขอให้ข้อมูลเป็นตัวอย่าง ความรับผิดชอบต่อหน้าที่และความโปร่งใสมีความหมายอย่างไรในทางปฏิบัติ ในประเทศไทย เมื่อไม่นานมานี้ รัฐมนตรีและรองรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขถูกบังคับให้ลาออกหลังจากมีข้อมูลว่ามีการทุจริตในโครงการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ในราคาที่แพงเกินจริง เป็นเงินหลายล้านบาท

ในประเทศเยอรมัน หนึ่งเดือนผ่านไป นายกรัฐมนตรีของสหพันธรัฐโลว์เออร์แซกโซนี (ฮันโนเวอร์) ประสบปัญหาใหญ่เมื่อมีข่าวแพร่ออกมาว่าเขายอมรับการเลื่อนชั้นตั๋วเครื่องบินพักร้อนส่วนตัวเป็นชั้นธุรกิจ ซึ่งเขาจองตั๋วไว้เป็นชั้นประหยัดเท่านั้น เขาอาจรอดพ้นจากการต้องลาออกได้เพราะขอโทษต่อสาธารณชนและชำระเงินส่วนต่าง (ถ้าเขามีสัมภาระน้ำหนักเกิน 400 กก. มาด้วย ผมว่าเขาคงถูกคนขึงพืด)

แต่ท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษครับ

ผมไม่อยากทะนงตัว

แต่เราภูมิใจใน “Grundgesetz” หรือ “กฎหมายพื้นฐาน” ของเรา

คำว่า “Grundgesetz” เป็นภาษาเยอรมัน อาจแปลว่า กฎหมายพื้นฐาน หรือ กฎหมายเบื้องต้น ไม่ได้ใช้คำว่า Verfassung (รัฐธรรมนูญ) เพราะคณะผู้ร่างให้ Grundgesetz เป็นรัฐธรรมนูญชั่วคราวของรัฐเยอรมันตะวันตกชั่วคราว และไม่ได้มีผลร้ายต่อการตัดสินใจของเยอรมันที่รวมเป็นหนึ่งในอนาคตต่อการใช้รัฐธรรมนูญ ภายหลังจากการใช้กฎหมายพื้นฐานไม่นาน โซนการยึดครองของโซเวียตเยอรมันตะวันออกก็กลายเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยเยอรมัน (GDR) คอมมิวนิสต์ที่มีธรรมนูญของตนเอง

สี่สิบปีต่อมา ในปี 1990 เยอรมันรวมเป็นประเทศเดียวเมื่อระบอบการปกครองคอมมิวนิสต์ในเยอรมันตะวันออกถูกโค่นล้มอำนาจและ GDR เข้าร่วมกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีอย่างสันติ หลังการรวมประเทศ กฎหมายพื้นฐานยังคงมีผลบังคับใช้ และได้พิสูจน์ตัวเองว่าเป็นพื้นฐานที่มั่นคงของระบอบประชาธิปไตยที่เฟื่องฟูในเยอรมันตะวันตก ที่ปรากฏขึ้นจากซากปรักหักพังของสงครามโลกครั้งที่ 2 การเปลี่ยนแปลงกฎหมายบางส่วนในปี 1990 ส่วนใหญ่เกี่ยวกับการรวมตัวกันใหม่ เช่น คำนำ การแก้ไขที่สำคัญเพิ่มเติมของกฎหมายพื้นฐานทำในปี 1994, 2002 และ 2006

ข้อความใจความสำคัญยังคงไม่มีการแก้ไขตราบจนปัจจุบัน

“วันนี้ วันที่ 23 พฤษภาคม 1949 บทใหม่ได้ถูกเปิดขึ้นในประวัติศาสตร์ที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงของชาวเยอรมัน ปัจจุบัน หลังจากมีการออกและประกาศใช้กฎหมายพื้นฐาน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีก้าวสู่ขั้นประวัติศาสตร์ เราทุกคนเข้าใจชัดเจนในความหมายนั้น คนที่เป็นพยานในปีตั้งแต่ 1933 ไปจนถึงปีที่ล่มสลายใน 1945 ผู้ที่ได้เห็นว่าอำนาจของรัฐที่ถูกชาติพันธมิตรยึดครองอย่างไรตั้งแต่ปี 1945 เป็นช่วงที่มีการตระหนักอารมณ์ของข้อเท็จจริงในปัจจุบัน เมื่อสิ้นสุดวันนี้ เยอรมันใหม่ถูกสร้างขึ้น” นี่เป็นคำที่คอนราด อเดนาวร์ ใช้ในสภาร่างกฎหมายเพื่อเริ่มออกกฎหมายพื้นฐาน เป็นวันเกิดของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

แม้ยังคงอยู่ภายใต้อิทธิพลของนาซีในอดีตและนโยบายที่น่ารังเกียจต่อมนุษย์ที่พิจารณาว่าเป็น “เยาวชน"”แต่สิทธิพื้นฐานก็เป็นพื้นฐานของกฎหมายนี้ ตามที่บังคับให้เคารพสิทธิมนุษยชน อำนาจทั้งหมดของรัฐถูกผูกเข้าโดยตรงเพื่อรับรองสิทธิพื้นฐานเหล่านี้

สองเสาหลักของกฎหมายนี้คือ Art. 1 และ Art. 20

Art. 1 กำหนดหลักการว่า “ความมีเกียรติของมนุษย์เป็นสิ่งที่ไม่สามารถล่วงละเมิดได้” และสิทธิมนุษยชนเป็นกฎหมายที่บังคับใช้โดยตรง (หมายความว่าประชาชนแต่ละคนสามารถไปที่ศาลเพื่อร้องเรียนการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้ เช่น การปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันของชายและหญิง ไม่มีการกักขังโดยไม่ได้รับการยินยอมจากศาล การดำเนินการแทนโดยทนาย เป็นต้น)

หลักการทั่วไปของคำสั่งรัฐอยู่ใน Art. 20 ซึ่งรับรอง

  • การปกครองระบอบประชาธิปไตย (เช่น การเลือกตั้งที่อิสระและเป็นธรรม)

  • ระบอบสาธารณรัฐนิยม (เช่น ไม่มีการปกครองโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข หรือจักรวรรดิ)

  • ความรับผิดชอบต่อสังคม (เช่น รัฐต้องดูแลสวัสดิการร่วมกันอย่างยุติธรรม)

  • ระบบการปกครองแบบสหรัฐหรือสมาพันธรัฐ (เช่น การกระจายอำนาจระหว่างรัฐบาลส่วนกลางและสหพันธรัฐ

นอกจากนี้ บทความนี้ยังมี “สิทธิตามรัฐธรรมนูญในการต่อต้านของประชาชน” ที่ควรมีคนดำเนินการยกเลิกคำสั่งนี้

สิ่งสำคัญมาก และนี่เป็นเหตุผลผลที่รับรองเสถียรภาพด้านการเมืองทั้งหมดในเยอรมัน บทความเหล่านี้ คือ 1 และ 20 ยังอยู่ภายใต้การรับรองที่ไม่สิ้นสุด เช่น กฎหมายดังกล่าวไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้แม้ว่ามีกระบวนการแก้ไขปกติก็ตาม ไม่อนุญาตให้รัฐบาลผสม รัฐบาล หรือสมาชิกส่วนใหญ่ของรัฐสภาแตะต้องรากฐานของระบบรัฐเยอรมัน

ด้วยคุ้นเคยกับการเปลี่ยนแปลงถาวรระหว่างกำลังทหารกับรัฐธรรมนูญใหม่ในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 1932 บางคนอาจแย้งว่า แล้วการปฏิวัติโดยทหารล่ะ?

นั่นเป็นสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ตามทฤษฎีซึ่งอาจไม่มีวันเกิดขึ้น กองทัพเยอรมันในอดีต ในช่วงจักรวรรดิ ภายใต้การนำของฮิตเลอร์ ได้พิจารณาตัวเองสองรอบว่าเป็นหน่วยอิสระ รัฐซ้อนรัฐ

ผลสืบเนื่องเป็นที่รู้จัก และกฎหมายพื้นฐานทำให้เกิดการสิ้นสุดนั้น กองทัพเยอรมันในปัจจุบัน อยู่ภายใต้การควบคุมที่เข้มงวดของสภาและรัฐบาล

ระหว่างช่วงเวลาสันติ กองทัพเยอรมันขึ้นกับเลขาธิการกระทรวงกลาโหม ส่วนเวลามีสงครามจะขึ้นกับนายกรัฐมนตรี โดยนายกรัฐมนตรีกับเลขาธิการมีหน้าที่รับผิดชอบต่อรัฐสภา นอกจากนี้กฎหมายพื้นฐานยังจัดตั้งตำแหน่งในรัฐสภาของกองทัพ ที่ขึ้นกับรัฐสภาไม่ใช่ผู้บริหาร Wehrbeauftragter เป็นผู้ตรวจการของรัฐสภาของทหารที่ถูกร้องเรียนโดยตรงจากทหาร ตามสายบังคับบัญชา ห้ามมิให้มีการมีการลงโทษทางวินัยกับทหารที่ร้องเรียน Wehrbeauftragter

หนึ่งในวิวาทะทางการเมืองในปัจจุบันของประเทศเยอรมันแสดงถึงความเข้มแข็งที่สำคัญเป็นอย่างมากของรัฐมนตรีต่อเลขาธิการ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมคนปัจจุบันได้ไล่เลขาธิการสูงสุดออก และปลัดกระทรวงได้วิจารณ์ว่าไม่ได้รับแจ้งอย่างเหมาะสมเรื่องปฏิบัติการภารกิจทหารเยอรมันในแอฟริกา

แม้ว่าจะไม่ได้เขียนไว้อย่างชัดเจนในกฎหมายพื้นฐาน แต่จำนวนคดีของศาลรัฐธรรมนูญในทศวรรษที่ 1990 ยืนยันว่ารัฐบาลจะไม่ใช้ทหารนอกเหนือไปจากภารกิจองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ โดยปราศจากวิธีการแก้ไขที่เฉพาะของรัฐสภา ซึ่งอธิบายรายละเอียดของภารกิจและจำกัดเวลา ยังมีข้อจำกัดเกี่ยวกับการแทรกแซงทางทหารภายในเยอรมัน (เช่น การห้ามใช้ทหารเพื่อทำหน้าที่แบบตำรวจ) ซึ่งปกติอนุญาตให้ทหารดำเนินบทบาทภายในประเทศเยอรมันโดยปลดอายุเท่านั้น (เช่น ช่วยบรรเทาภัยพิบัติ)

(ภาพ แอฟริกาสถาน)

ผู้ดูแลกฎหมายพื้นฐานคือศาลรัฐธรรมนูญเยอรมัน (Bundesverfassungsgericht) ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านรัฐธรรมนูญที่เป็นเป็นอิสระและในขณะเดียวกันก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบศาลยุติธรรมในส่วนของกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง การพิพากษาตัดสินมีสถานะทางกฎหมายของกฎหมายทั่วไป สามารถประกาศให้ข้อบังคับเป็นโมฆะและยกเลิกถ้ามีการละเมิดกฎหมายพื้นฐาน

ศาลมีชื่อเสียงด้านการทำให้กฎหมายที่โด่งดังหลายข้อที่ผ่านการเห็นชอบจากเสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภาเป็นโมฆะ ตัวอย่างคือ Luftsicherheitsgesetz ที่อนุญาตให้ทหารยิงอากาศยานพลเรือนได้ในกรณีที่มีการโจมตีจากผู้ก่อการร้าย จัดเป็นการละเมิดการรับรองความปลอดภัยในชีวิตและความมีเกียรติของมนุษย์ในกฎหมายพื้นฐาน

ผมขอพูดส่งท้ายเกี่ยวกับพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง

ตรงข้ามกับรัฐธรรมนูญฉบับแรกของเยอรมันหลังสงครามโลกที่ 1 พรรคการเมืองได้รับการกล่าวถึงอย่างชัดเจนในกฎหมายพื้นฐาน เช่น การทราบอย่างเป็นทางการว่าเป็นผู้มีส่วนร่วมสำคัญในด้านการเมือง พรรคถูกบังคับตามพื้นฐานประชาธิปไตยของรัฐเยอรมัน พรรคที่พบว่าทำการละเมิดข้อกำหนดนี้จะถูกยกเลิกโดยศาลรัฐธรรมนูญ ในสาธารณรัฐไวมาร์ รูปพรรคการเมืองในที่สาธารณะถือว่าเป็นของไม่ดีและมักเห็นว่าไร้ค่า ในขณะเดียวกันก็ไม่มีข้อผูกมัดในการปฏิบัติตามมาตรฐานประชาธิปไตย (ในทางตรงข้าม กฎหมายพื้นฐานกำหนดเงื่อนไขว่าพรรคการเมืองและองค์กรภายในพรรคต้องสอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย

การยอมรับพรรคการเมืองเป็นพื้นฐานของกระบวนการตัดสินใจทางระบอบประชาธิปไตยที่ต้องมีการยอมรับว่าพรรคการเมืองจำเป็นต้องใช้เงินเพื่อให้เติบโตได้

เรามีกฎหมายที่ควบคุมข้อกำหนดทางการเงินซึ่งพรรคการเมืองต้องปฏิบัติ

เราใช้ความสามารถอย่างถึงที่สุดในการพยายามปิดหลุมช่องทางที่พรรคการเมืองจะทุจริต โดยธรรมชาติพรรคการเมืองเป็นเป้าหมายของนักล็อบบี้และกลุ่มอิทธิพลอื่น รวมทั้งคนที่มีชื่อเสียง ที่เห็นแก่ตัวหรือประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

นี่เป็นจุดอ่อนและจุดที่ยากจะแก้ปัญหาได้ในทุกสังคมประชาธิปไตย เฉพาะในเยอรมันประเทศเดียว ตั้งแต่ปี 1949 ศาลรัฐธรรมนูญประกาศการฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมายการเงินพรรคการเมืองหกครั้งและประชุมเพื่อแก้ไข

เพื่อลดการแทรกแซงพรรคการเมืองให้มีน้อยที่สุด แหล่งการเงินสำคัญของพรรคการเมืองเป็นเงินอุดหนุนสาธารณะที่ได้รับโดยตรงผ่านรัฐ ตามการชำระเงินคืนของค่าใช้จ่ายในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง โดยปกติได้รับหนึ่งยูโรต่อหนึ่งเสียงเลือกตั้ง

กฎหมายพื้นฐานมีข้อกำหนดชัดเจนในการเรียกเลือกตั้งล่วงหน้า ทั้งนายกรัฐมนตรีและสภาผู้แทนราษฎรต่างก็ไม่มีอำนาจในการเรียกการลงคะแนนเสียงก่อนกำหนด เฉพาะประธานสภาเท่านั้นที่มีสิทธิทำได้เมื่อรัฐบาลไม่ได้รับเสียงไว้วางใจและถ้านายกรัฐมนตรีร้องขอ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพื่อหลีกเลี่ยงความไม่มั่นคงยืดเยื้อของรัฐบาลสาธารณรัฐไวมาร์ แต่อย่างไรก็ดี มีการเรียกเลือกตั้งล่วงหน้าสามครั้ง (1972, 1982 และ 2005) ในสองครั้งล่าสุดเป็นเคลื่อนไหวคัดค้านคะแนนเสียงและส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาตรวจสอบ

ในปี 1972 รัฐบาลผสมของนาย วิลลี่ บรานดท์ นายกรัฐมนตรี เสียคะแนนส่วนใหญ่ในรัฐสภา ดังนั้นฝ่ายค้าน CDU/CSU จึงพยายามรวบรวมเสียงโหวตเพราะไม่ไว้วางใจรัฐบาล แล้วเลือกนาย Rainer Barzel เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เกิดสิ่งที่ไม่คาดคิด เมื่อผู้แทนราษฎร์สองคนของ CDU/CSU ลงคะแนนเสียงให้นายวิลลี่ บรานดท์ ของพรรค SPD ฉะนั้นการลงคะแนนเสียงจึงล้มเหลว กระนั้น รัฐบาลผสมไม่มีเสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภา ทำให้จำเป็นต้องเลือกตั้งใหม่ (ภายหลังปรากฏว่าผู้แทนราษฎร์ที่ไม่เห็นด้วยนั้นรับสินบนจากหน่วยบริการลับของ GDR)

ในปี 1982 นายเฮลมุท โคห์ล นายกรัฐมนตรี เจตนาให้ขาดคะแนนเสียงความมั่นใจเพื่อที่จะจัดการเลือกตั้งก่อนกำหนดเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงให้กับตำแหน่งของตนในรัฐสภา ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบกรณีนี้ และพิพากษาให้การลงคะแนนเสียงเป็นโมฆะ แต่เก็บคะแนนไว้ ศาลตัดสินว่าคะแนนเสียงของความไม่ไว้วางใจจะนำมาใช้ต่อเมื่ออยู่บนทางตันในทางนิติบัญญัติแล้วเท่านั้น

ในปี 2005 นายแกร์ฮาร์ด ชโรเดอร์ นายกรัฐมนตรี ประสบความปราชัยในการลงคะแนนไม่ไว้วางใจหลังจากเปลี่ยนอำนาจในสภาสูง นาย Horst KÖhler ประธานสภาเรียกการลงคะแนนเสียงในวันที่ 18 กันยายน 2005 ศาลรัฐธรรมนูญเห็นชอบในความถูกต้องของขั้นตอนนี้และการเลือกตั้งจึงเกิดขึ้นอย่างเหมาะสม

ท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ

“ระบอบประชาธิปไตยเป็นรูปแบบของรัฐบาล ที่เลวร้ายที่สุด เว้นแต่รูปแบบอื่นเหล่านั้นทั้งหมดที่ผ่านความยากลำบากในกาลเวลา”วาทะของ วินสตัน เชอร์ชิลล์ ที่โด่งดัง

การเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างระบอบประชาธิปไตยกับความสำเร็จได้ผ่านการพิสูจน์

ไม่มีทางเลือก

การปกครองระบอบประชาธิปไตยต้องการธรรมาภิบาล และธรรมมาภิบาลหมายถึงการมีส่วนร่วมของหลายฝ่ายซึ่งการสนับสนุนของบุคคลเหล่านี้จำเป็นต่อการบริหารจัดการเส้นทางของโลกาภิวัฒน์ แทบเป็นการบังคับว่าการปฏิวัติในปี 2006 ที่ประเทศไทยนี้ล้มเหลว

โปรดให้อภัยที่ผมพูดอย่างตรงไปตรงมา รัฐบาลทหารไม่สามารถแก้ปัญหาปัจจุบันในโลกที่เป็นโลกาภิวัฒน์

โดยขึ้นอยู่กับปัญหาในมือ อาจรวมถึงองค์กรประชาสังคม ภาคเอกชน สมาชิกรัฐสภา เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น องค์กรวิทยาศาสตร์ สถาบันการศึกษา และอีกมากมาย

วิธีแก้ปัญหาความขัดแย้งที่ยั่งยืนในปัจจุบันสามารถทำได้ด้วย “การเจาะทะลุกระดานแข็งอย่างช้าๆ และมั่นคง” ดังที่คาร์ล เวเบอร์ นักวิทยาศาสตร์การเมืองชาวเยอรมันผู้โด่งดังเคยกล่าวไว้

และท่านสุภาพสตรีกับสุภาพบุรุษครับ

การเจาะเป็นกิจกรรมที่สันติ ไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรง

ผมขอจบด้วยคำพูดที่ผ่านการพิสูจน์จากประวัติศาสตร์พิสูจน์แล้วว่าถูกต้อง

“คนที่ใช้ไฟสู้กับไฟ สุดท้ายก็เหลือเพียงขี้เถ้า”

ในประเทศเช่นประเทศไทย ซึ่ง “ใจเย็น” เป็นสภาวะจิตใจที่น่ายกย่องมาก ไม่ควรให้มีการใช้ไฟด้วยโทสะ คุณต้องใช้นักดับเพลิงที่แข็งแรง ไม่ใช่นักวางเพลิง!

ขอบคุณครับ