โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทย

ขยายภาพ หลังจากอุทกภัยครั้งใหญ่ (มีผู้เสียชีวิตกว่า 800 คน) ในปีพ.ศ. 2554 ซึ่งกระทบต่อนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ รัฐบาลไทยจึงประกาศให้การป้องกันอุทกภัยระยะยาวเป็นเป้าหมายหลักของประเทศ โปรแกรมป้องกันอุทกภัยของรัฐบาลได้ตั้งงบประมาณ 350,000 ล้านบาท (ประมาณ 9 พันล้านยูโร) เพื่อจะลงทุนในมาตรการบริหารจัดการน้ำ (สร้างเขื่อน คลอง โรงไฟฟ้าพลังน้ำ การใช้ประโยชน์ที่ดิน เทคโนโลยีสารสนเทศ)

วันที่ 20 กันยายน พ.ศ.2555 ดร.ฟิลลิป เริสเลอร์ รัฐมนตรีเศรษฐกิจและเทคโนโลยีเยอรมันและนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี เเละรัฐมนตรีกระทรวงการคลังของไทยได้ร่วมเป็นประธานเปิดการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมเศรษฐกิจเยอรมัน-ไทย (GWA) ครั้งที่สามและลงนามใน “บันทึกข้อตกลงความเข้าใจ” ว่าด้วยความร่วมมือด้านการป้องกันอุทกภัย ในวันเดียวกัน หอการค้าเยอรมัน-ไทยได้จัดให้มีการแลกเปลี่ยนด้านเทคโนโลยีด้านการบริหารจัดการน้ำและการป้องกันอุทกภัย เพื่อเป็นโอกาสให้บริษัทเยอรมันสิบหกแห่งได้นำเสนอเทคโนโลยีของบริษัทที่สามารถสนับสนุนนโยบายล่าสุดของรัฐบาลไทย เนื่องจากภายในเดือนเมษายน พ.ศ. 2556 รัฐบาลไทยจะทำการคัดเลือกกลุ่มบริษัทจากในและต่างประเทศเพื่อให้เป็นผู้ดำเนินโครงการตามมาตรการต่างๆที่วางไว้ โดยบริษัทเยอรมันตั้งใจจะมีส่วนร่วมในโครงการผ่านสัญญารับช่วง  (sub contract)

โครงสร้างพื้นฐานสำคัญอีกด้านได้แก่ภาคคมนาคม เมกะโปรเจกต์โดยเฉพาะการคมนาคมระบบรางจะเป็นเงื่อนไขหลักที่จะช่วยให้ประเทศไทยพ้นจากการตกอยู่ใน “กับดักของประเทศรายได้ปานกลาง” ในระยะกลาง อนึ่ง โครงการนี้มีระยะเวลาตั้งแต่พ.ศ.2556 – 2563 ด้วยงบประมาณทั้งสิ้น 2.2 ล้านล้านบาท (55 พันล้านยูโร) 

การจัดสรรงบประมาณเพื่อการพัฒนาโครงสร้างคมนาคม:

1,560,000 ล้านบาท (39 พันล้านยูโร) เพื่อพัฒนาโครงสร้างการคมนาคมระบบราง

271,000 ล้านบาท  (8 พันล้านยูโร) ใช้สำหรับสร้างถนน

303,000 ล้านบาท(3,8 พันล้านยูโร) เพื่อปรับปรุงโครงสร้างการคมนาคมทางน้ำ

863 ล้านบาท (22 ล้านยูโร) ใช้สำหรับการปรับปรุงโครงสร้างการคมนาคมทางอากาศ

121,000 ล้านบาท(303 ล้านยูโร) ใช้สำหรับการปรับปรุงระบบจัดเก็บภาษีศุลกากร

หนึ่งในโครงการสำคัญในคมนาคมระบบรางได้แก่การสร้างระบบขนส่งมวลชนในกรุงเทพฯ

เครือข่ายรถไฟฟ้าระยะทาง 80 กิโลเมตรจะขยายให้เป็น 464 กิโลเมตรภายในปีพ.ศ.2562 ปัจจุบัน รถไฟสองสาย (23 กม.และ 40 กม.) อยู่ในขั้นตอนการเปิดประมูล โครงการใหญ่ที่สองคือการสร้างเครือข่ายรถไฟความเร็วสูง โดยมีการกำหนดไว้สี่เส้นทาง:

กรุงเทพฯ นครราชสีมา หนองคาย (พรมแดนติดกับประเทศลาว) 615 กม.

กรุงเทพฯ หัวหิน ปาดังเบซาร์ (พรมแดนติดกับมาเลเซีย) 982 กม.

กรุงเทพฯ ระยอง 221 กม.

กรุงเทพฯ เชียงใหม่ 745 กม.

รัฐบาลไทยได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) กับรัฐบาลจีน เพื่อการเชื่อมต่อโครงข่ายการคมนาคมจากพรมแดนลาวไปถึงมาเลเซียด้วยเครือข่ายรถไฟฟ้าความเร็วสูงเอเชีย-แปซิฟิค   การพัฒนาระบบโครงสร้างการคมนาคมด้วยงบประมาณจำนวน 55 พันล้านยูโรนับว่าเป็นโอกาสสำหรับบริษัทเยอรมันทั้งในเรื่องระบบการขนส่งมวลชนระยะสั้น เเละ การขนส่งระยะไกล