ร่วมมือปกป้องสภาพภูมิอากาศ

มหาอุทกภัยในปี พ.ศ. 2554 ขยายภาพ มหาอุทกภัยในปี พ.ศ. 2554 (© สถานทูตเยอรมัน กรุงเทพฯ) ความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ได้เพิ่มขึ้นมากจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมทั่วโลกในช่วง 150 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมครัวเรือนและการคมนาคม ล้วนมีส่วนให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มขึ้นและทำให้อุณหภูมิทั่วโลกสูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั่วโลกยังส่งผลอย่างใหญ่หลวงไปทั่วโลก

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 โครงการความร่วมมือด้านสภาพภูมิอากาศ (International Climate Initiative) โดยรัฐบาลเยอรมันได้ให้การสนับสนุนด้านเงินทุนแก่โครงการปกป้องสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเทศกำลังพัฒนาเช่นประเทศไทย มหาอุทกภัยในปี พ.ศ. 2554 ได้แสดงให้ประจักษ์แล้วว่าประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไป ประเทศไทยตอบสนองความท้าทายนี้และตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนาสู่สังคมคาร์บอนต่ำภายในปี พ.ศ. 2593 เยอรมนีและประเทศไทยยังทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อบรรลุจุดประสงค์ดังกล่าว ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 มีโครงการเกี่ยวกับนโยบายสภาพภูมิอากาศด้านการใช้พลังงานทดแทน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสภาพภูมิอากาศมาแล้วกว่า 10 โครงการ
 

รัฐบาลเยอรมันเองได้ตั้งเป้าหมายยิ่งใหญ่ในการรักษาสภาพภูมิอากาศว่าภายในปี พ.ศ. 2563 เยอรมนีจะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ถึง 40% เมื่อเทียบกับปริมาณในปี พ.ศ. 2533 และมีเป้าหมายระยะยาวที่จะผลิตพลังงานโดยปราศจากการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ความพยายามในด้านนโยบายสภาพภูมิอากาศทั่วโลกได้กลายเป็นหัวข้อหลักในนโยบายต่างประเทศของเยอรมนี การที่ประเทศไทยให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในด้านนี้จึงสอดคล้องกับหลักการนี้เป็นอย่างยิ่ง บริษัทเยอรมันและไทยต่างร่วมมือกันพัฒนาด้านประสิทธิภาพในการใช้พลังงานและการผลิตพลังงานทดแทน เนื่องจากเยอรมนีเป็นผู้ผลิตเทคโนโลยีเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมชั้นนำของโลก ประเทศไทยจึงมีการนำเทคโนโลยีของเยอรมันมาใช้ในประเทศมากขึ้น