ความร่วมมือด้านการผลิตพลังงานเพื่ออนาคต

Energievorsorung ขยายภาพ (© Wolfgang Kumm, dpa) พลังงานฟอสซิล เช่น ก๊าซและถ่านหินเป็นทรัพยากรที่มีจำกัด อีกทั้งยังก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ที่ทำลายสภาพภูมิอากาศ ประเทศเยอรมนีและประเทศไทยต่างตระหนักถึงภัยคุกคามนี้ จึงมุ่งมั่นในการสร้างพลังงานหมุนเวียนเพื่อรับประกันพลังงานสำรองในอนาคต

เยอรมนีตั้งเป้าหมายในการปฏิวัติพลังงาน และยุติการใช้พลังงานนิวเคลียร์อย่างถาวร รวมทั้งผลิตพลังงานโดยไม่ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระยะยาว ดังนั้นเยอรมนีจึงให้การสนับสนุนพลังงานลมอย่างกว้างขวาง ในส่วนของประเทศไทยเองได้ตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเป็น 25% ของปริมาณพลังงานที่ผลิตได้ทั้งหมด ประเทศไทยมีธรรมชาติที่ได้เปรียบกว่าประเทศอื่น ตรงที่มีชีวมวลจำนวนมากและยังมีพลังงานแสงอาทิตย์ให้นำมาใช้ได้อีกมากมาย นอกจากนี้ ประเทศไทยยังนำการใช้ระบบการรับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตด้วยพลังงานทดแทนในอัตราพิเศษ (Feed in Tariff) เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนมาใช้แล้ว

บริษัทเยอรมันจึงเห็นว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดพลังงานที่เติบโตมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เยอรมนีเป็นผู้สร้างเทคโนโลยีที่สำคัญ เช่น เทคโนโลยีสำหรับโรงงานไบโอก๊าซ (ก๊าซชีวภาพ, ชีวมวล, ไบโอดีเซล, เอธานอล) และโซลาร์ปาร์ค โรงงานระบบรางพาราโบลาแห่งแรกของประเทศไทยซึ่งผลิตกระแสไฟฟ้าโดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ดำเนินการโดยใช้เทคโนโลยีของเยอรมัน นอกจากนี้ การพัฒนาทุ่งกังหันลมในประเทศไทยได้เกิดขึ้น โดยมีผู้พัฒนาโครงการและคิดค้นเทคโนโลยีเยอรมันให้การสนับสนุนเช่นกัน

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 รัฐบาลเยอรมันก่อตั้งรางวัล “Green Talents Award” เพื่อมอบให้แก่นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ทั่วโลกที่ทำการวิจัยในสาขาเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม และนักวิจัยชาวไทยก็ได้รับรางวัลตั้งแต่ปีแรกของการก่อตั้ง

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 รัฐบาลเยอรมันสนับสนุนโครงการสัญจรเพื่อแลกเปลี่ยนนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ของสองประเทศ โดยมีสิ่งแวดล้อมและพลังงานเป็นสาขาวิจัยที่สำคัญที่สุด