ประเทศไทย ผู้จุดประกายโครงการแห่งอนาคตอาเซียน

ASEAN Region ขยายภาพ (© colourbox)

อาเซียน หรือในอีกชื่อหนึ่งคือ “สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” (ASEAN) ถูกก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2510 และตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมาสมาคมได้มีกระบวนการทางบูรณาการมากขึ้นอย่างชัดเจน ในปี พ.ศ. 2558 ทางสมาคมมีความมุ่งมั่นที่จะจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ซึ่งจะส่งผลใหเ้กิดตลาดใหญ่ที่เป็นปึกแผ่นขึ้นภายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยมีบทบาทอย่างยิ่งสำหรับอาเซียนมาตั้งแต่เริ่มต้น และถือเป็นกุญแจสำคัญสำหรับสมาคมในการแสดงศักยภาพร่วมกันทั้งในด้านการเมืองและเศรษฐกิจภายในภูมิภาคและทั่วโลกต่อไปในอนาคต

ในแง่หนึ่ง อาเซียนนับเป็นคู่ค้าทางธุรกิจที่สำคัญของเยอรมนี เนื่องด้วยตลาดใหญ่ที่มีประชากรอยู่มาก สามารถเพิ่มโอกาสทางการค้าให้มากขึ้นได้ ขณะเดียวกันในอีกแง่หนึ่งนั้น สมาคมก็ถือเป็นพันธมิตรที่หารือร่วมกันในวาระสำคัญระดับโลก เช่น นโยบายทางอากาศและสิ่งแวดล้อม ฐานะเป็นผู้ขับเคลื่อนให้เกิดการรวมตัวกันของสหภาพยุโรป เยอรมนีได้ให้ความช่วยเหลือแก่อาเซียนด้วย ทั้งนี้เพื่อเพิ่มความมั่นคงทางการเมืองและทำให้เกิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจมากขึ้นในหมู่ประเทศสมาชิก อีกทั้งยังให้การสนับสนุนด้านการเงินแก่สำนักงานเลขาธิการอาเซียน ณ กรุงจาการ์ต้า

โครงการร่วมมือต่างๆ กับอาเซียนมุ่งเน้นการบูรณาการทางเศรษฐกิจและการป้องกันภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ดังนั้นโครงการที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย เช่น “กรมควบคุมมลพิษ” จึงได้สร้างเครือข่ายระหว่างเมืองต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันและให้ความรู้เกี่ยวกับการควบคุมมลพิษทางอากาศแก่เมืองขนาดกลางด้วย อีกทั้งยังคอยส่งเสริมมาตรการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ภายในการท่าเรือแห่งประเทศไทยมีแผนการที่จะสร้างมาตรฐานที่เป็นแบบแผนเดียวกันให้กับท่าเรือทุกๆ แห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแสดงให้เห็นว่าวิสาหกิจการท่าเรือมีกระบวนการและความพยายามที่จะทำให้มีการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการค้า หากไม่สามารถป้องกันการรวมกลุ่มเพื่อการผูกขาดทางธุรกิจได้ดีพอ และไม่มีมาตรการบังคับการแข่งขันหรือปรับเงื่อนไขในการรับความช่วยเหลือจากรัฐให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันแล้ว ตลาดที่เป็นเอกภาพจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ และด้วยเหตุนี้การร่วมมือเพื่อการแข่งขันทางการค้าร่วมกัน จึงส่งผลโดยตรงต่อการสร้างตลาดร่วมภายในภูมิภาคให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น เป็นการสนับสนุนให้กรอบความร่วมมือในการปกป้องสภาพภูมิอากาศและการรับประกันความปลอดภัยของอาหาร (AfCC-FS) ที่ถูกกำหนดขึ้นในปีที่ผ่านมามีผลบังคับใช้ได้จริง โปรแกรมการป้องกันทางอากาศของเยอรมันและอาเซียน จึงมีเป้าหมายหลักอยู่ที่นโยบายด้านการป่าไม้ วนศาสตร์ รวมไปถึงการเกษตรที่ยั่งยืน