150 ความสัมพันธ์ทางการทูต
ขยายภาพ
(© สนธิสัญญาไมตรี การค้าและการเดินเรือ)
ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างเยอรมนีและประเทศไทยเริ่มต้นขึ้นเมื่อ 150 ปีก่อน หลังจากที่สยามและพ่อค้าวาณิชชาวเยอรมันมีความสัมพันธ์ทางการค้ามายาวนาน อันนำไปสู่สนธิสัญญาการค้าระหว่างสยามและเมืองวาณิชฮานเซ่ออันประกอบด้วยฮัมบวร์ก เบรเมน และลูเบค ในปี พ.ศ. 2401 จนกระทั่ง กราฟฟรีดริช ซู ออยเลนบวร์ก หัวหน้าคณะผู้แทนการค้าแห่งปรัสเซียเดินทางสู่เอเชียตะวันออกได้ลงนามใน “สนธิสัญญาไมตรี การค้าและการเดินเรือ” เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2405 ที่กรุงเทพฯ พร้อมด้วยคณะราชทูตในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ถือเป็นการวางรากฐานความสัมพันธ์ ทางการทูตที่ดำรงมาจนถึงปัจจุบัน ในช่วงเวลาไม่กี่ทศวรรษหลังการลงนามในสนธิสัญญาที่เรียกกันว่า “สนธิสัญญาออยเลนบวร์ก” การค้าระหว่างสองประเทศเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมหาศาล รวมไปถึงความร่วมมือในด้านการแพทย์ วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม
การเสด็จเยือนเยอรมนีของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในปี พ.ศ. 2440 และ 2450 ยิ่งเป็นการสานไมตรีและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นมากขึ้น ในช่วงหลายทศวรรษหลังจากนั้น ชาวไทยจำนวนมากรวมทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ต่างเดินทางไปศึกษาต่อในเยอรมนี ในขณะที่วิศวกร สถาปนิกและผู้เชี่ยวชาญจากสาขาต่างๆ ชาวเยอรมันเดินทางมาสยามเพื่อทำงานสนองเบื้องพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในการปฏิรูปประเทศไทยให้ทันสมัยตามแบบตะวันตก
ในครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 ความสัมพันธ์เยอรมัน-ไทยกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งและยังคงยืนยาวจนถึงปัจจุบันนี้ เยอรมนีเป็นคู่ค้าจากสหภาพยุโรปที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยด้วยปริมาณการค้าที่ทิ้งห่างประเทศอื่นๆ บริษัทเยอรมันกว่า 500 แห่งเปิดกิจการในประเทศไทย โครงการความร่วมมือในสาขาเศรษฐกิจ โครงการร่วมด้านการศึกษาและการวิจัย รวมทั้งโครงการวัฒนธรรมที่หลากหลายย่อมสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นนี้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวชาวเยอรมันกว่า 600,000 คนต่อปี ทำให้ประเทศไทยยังเป็นจุดหมายปลายทางในการพักร้อนยอดนิยมที่สุดแห่งหนึ่งของชาวเยอรมัน ในขณะที่ชาวไทยเกือบ 50,000 คน ก็พำนักและทำงานอยู่ในเยอรมนีเช่นกัน